วิธีทำให้เลิกกินอาหารขยะได้

ในปัจจุบันนี้นั้น อาหารขยะ เช่น แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ พิซซ่า นั้นเป็นที่นิยมในการรับประทานกันมาก เพราะเป็นอาหารที่หากินได้ง่าย แต่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็มีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้เรายังอยากรับประทานอาหารประเภทนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา หน้าตาและกลิ่นที่ชวนให้รับประทาน รวมทั้งความสะดวกรวดเร็วชนิดที่แค่โทรสั่งก็มาส่ง วันนี้เราจึงนำวิธีทำให้เลิกกินอาหารขยะได้ มาฝากทุกคนกัน

1. คิดถึงส่วนประกอบ
ก่อนตัดสินใจซื้ออาหารรับประทาน ให้คุณคิดถึงส่วนประกอบในอาหารนั้น ๆ ก่อน หากคิดสะระตะแล้วเห็นว่า ไม่มีส่วนประกอบไหนเป็นประโยชน์กับร่างกายเราเลย ก็ตัดสินใจหันหลังให้มัน แล้วเลือกอาหารจานใหม่ดีกว่า

2. พยายามกินอาหารให้ครบสามสี
จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์เนล ในปี 2012 พบว่า มนุษย์เราจะชอบทานอาหารไม่น้อยกว่า  3 ชนิด และ 3 สี ในจานเดียวกัน เพราะฉะนั้น แทนที่คุณจะหยิบลูกอม หรือถั่วชนิดต่าง ๆ มากินเป็นของว่าง ให้คุณเปลี่ยนใจมาเลือกกินผลไม้ หรือดาร์กช็อกโกแลตชิ้นเล็ก ๆ แทน เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางสารอาหารที่มากกว่า

3. เลิกขี้เกียจ
ถ้าเมื่อก่อนคุณเกิดความรู้สึกขี้เกียจออกไปข้างนอก บวกกับนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี เลยตัดสินใจโทรสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดมากิน นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้คุณสลัดความขี้เกียจออกจากตัวให้หมดสิ้น แล้วเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอก อาหารที่ตั้งขายอยู่มากมาย จะช่วยให้กระตุ้นความอยากอาหาร แถมยังช่วยให้คุณประหยัดเงินไปได้อีกเยอะเลยล่ะ

4. เปลี่ยนเมนูขนมหวาน
ถ้าปกติเคยกินของหวานหลังอาหารเป็นประจำ ลองเปลี่ยนเมนูขนมหวานเป็นผลไม้แทนดีไหมคะ เช่น นำองุ่นแดงไปแช่ช่องแช่แข็ง ทิ้งไว้สักพัก องุ่นแดงจะกลายเป็นไอติมองุ่นที่อร่อยอย่าบอกใครเลยค่ะ ได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์อย่างนี้ พลาดไม่ได้แล้วจ้า

5. มีอาหารเพื่อสุขภาพติดบ้านเสมอ
ขนมถุง ๆ ที่เต็มไปด้วยผงชูรสหาซื้อง่าย ราคาถูก และยังเปิดกินสะดวก แค่ฉีกซองก็กินได้เลย เพราะฉะนั้น ปิดโอกาสตัวเองด้วยการอย่าซื้ออาหารพวกนี้มาเก็บไว้ในบ้าน แต่ให้ซื้อผลไม้ เมล็ดทานตะวัน คุกกี้ธัญพืช หรือขนมเพื่อสุขภาพติดไว้ สร้างพฤติกรรมการทานอาหารที่ดีให้กับตัวเองไว้ก่อนดีกว่าค่ะ

6. ตัดใจซะเถอะ
ทุกคนต้องมีขนมโปรดที่เห็นทีไรก็ห้ามใจไม่อยู่ทุกที เพราะฉะนั้นหากคุณรู้ตัวเองดีว่าชอบกินของหวาน หรือมันฝรั่งทอดกรอบ ก็พยายามอยู่ให้ห่างจากของพวกนี้ไว้ดีกว่าค่ะ พอไม่ได้กินสักพัก ร่างกายเราก็จะปรับตัวได้เอง และความอยากก็จะหายไปในที่สุด

7. ตระหนักถึงอันตรายที่จะได้รับ
วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราตัดใจจากอาหารสำเร็จรูปได้สำเร็จ คือการตระหนักถึงอันตรายที่เราจะได้รับ ทุกครั้งที่เรากินไก่ทอด หรือไส้กรอก ให้คิดเสมอว่าคุณกำลังนำเอาสาร BHA  ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเข้าร่างกาย วิธีนี้คงช่วยยับยั้งความอยากของเราได้ไม่มากก็น้อย

8. เคี้ยวให้ช้าลง
อดัม เมโลนาส เชฟชื่อดังและเป็นผู้ก่อตั้งสมาคม UNREAL Candy แนะนำว่า ให้เคี้ยวอาหารช้า ๆ แล้วคุณจะกินได้น้อยลง เทคนิคนี้นำไปใช้ได้ในกรณีที่คุณอดรนทนไม่ไหว จัดอาหารฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารสำเร็จรูปไป เพราะมันจะช่วยลดปริมาณที่คุณจะกินลงได้ครึ่งหนึ่งเลยล่ะ

 

เมื่อเราได้รู้ วิธีทำให้เลิกกินอาหารขยะได้แล้ว ก็สามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ได้ อาหารขยะนั้นเราก็สามารถกินได้ แต่ควรกินในปริมาณที่พอดี แต่หากเลิกได้ และเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ได้อาจจะดีกว่า

6 ทริค ซ่อมเมคอัพ ทำเครื่องสำอางเลอะแค่ไหนก็ซ่อมได้

สำหรับผู้หญิงเรานั้น เครื่องสำอาง นั้นถือเป็นไอเทมสำคัญมากสำหรับพวกเรา เพราะเจ้าเครื่องสำอางเนี่ย สามารถเนรมิตใบหน้าของเราให้เป็นไปได้ทุกอย่างเชียวล่ะ แต่บางครั้งการแต่งหน้าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ซึ่งบางครั้งเวลาที่รีบเร่ง มือสั่น ใจลอย หรืออะไรก็ตาม ก็เผลอทำให้เมคอัพพังโดยไม่ตั้งใจ ถ้าเละตั้งแต่ขั้นตอนแรกยังพอลบ เช็ดออกแล้วแต่งใหม่ได้ แต่ถ้าแต่งไปครึ่งทางหรือใกล้จะเสร็จแล้ว เพิ่งนึกได้ว่าลงรองพื้นหนาเตอะ หรือปัดบลัชเข้มเหมือนก้นลิง จะให้ลบทั้งหน้าแล้วเริ่มตั้งแต่แรก เกรงว่าจะเข้างานสายโด่งจนหัวหน้ามองแรงเอาน่ะสิ 

แต่ไม่ต้องกังวัลเลย วันนี้เรามี 6 ทริค ซ่อมเมคอัพ ทำเครื่องสำอางเลอะแค่ไหนก็ซ่อมได้ มาฝากสาวๆ กัน หากกำลังเจอปัญหาเหล่านี้อยู่ อย่าเพิ่งร้อนรนไป แต่ลองหาวิธีแก้ไขดูก่อน

1. แก้ปัญหา ลงบลัช/บรอนเซอร์ หนักมือเกินไป
เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาโลกแตกของสาวๆ ที่ต้องแต่งหน้าทุกวัน บางทีลองใช้บลัชออนหรือบรอนเซอร์ยี่ห้อใหม่ หรืออยู่ในห้องที่ไม่ใช่แสงธรรมชาติ โดยเฉพาะแสงสีส้มหม่นๆ ที่สุดแสนจะหลอกตา แต่งเข้มเท่าไหร่หน้าก็ซีดจางอยู่ดี จนกระทั่งออกไปส่องกระจกข้างนอกนั่นแหละ ตกใจ นึกว่างิ้วหลงโรงที่ไหน แก้มสีเข้มแปร๊ดช้ำเลือดช้ำหนอง เหมือนโดนกระทืบที่แก้มมา แต่ซ่อมได้ ไม่ยาก!

ใช้แปรงขนพุ่มที่ไม่มีผงสีอื่นเกาะติด หมุนวนๆ ในกระปุกแป้งฝุ่นโปร่งแสง เคาะฝุ่นแป้งส่วนเกินออก แล้วปัดวนบริเวณแก้ม ไรผม คาง เพื่อลดความเข้มของสีบลัชและบรอนเซอร์ให้อ่อนลง หรืออีกวิธีคือ ถ้าฟองน้ำแต่งหน้ายังมีเนื้อรองพื้นหลงเหลืออยู่ ให้นำมาแท็ปบริเวณผิวที่สีเข้ม เพื่อให้สีจางลง ดูอ่อนลงจนสวยพอดี คนภายนอกมาเห็นแล้วไม่ตกใจ

2. แก้ปัญหา มาสคาร่าเป็นก้อน
ปัญหาสากลที่สาวๆ แทบทุกคนต้องเคยเจอระหว่างแต่งหน้า หลายคนก็ไม่ได้นั่งเช็กว่ามาสคาร่าที่มีอยู่ในกรุ ซื้อมาครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เนื่องจากอายุของเมคอัพชนิดนี้มีเพียง 3 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นเนื้อจะเริ่มแห้งขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่แปลกที่เธออาจพบว่าเมื่อจะดึงมาสคาร่ามาปัด เนื้อข้างในก็แห้งกรัง จับตัวติดเป็นก้อนซะแล้ว ถ้าเธอดึงดันจะปัดต่อ ก้อนนั้นก็จะขึ้นไปติดแน่นบนขนตา กลายเป็น ‘ ขาแมงมุม ‘ ให้คนอื่นแอบซุบซิบอยู่ไกลๆ 

หากจำเป็นต้องใช้มาสคาร่าเก่าแท่งนั้นจริงๆ วิธีซ่อมขนตาเป็นก้อนมีดังนี้ หยิบแปรงสปูลี่ที่ทำความสะอาดแล้ว ( ขนแปรงแบบเดียวกับแปรงแต่งคิ้ว ) ใช้สเปรย์ฉีดน้ำเปล่า ( หรือถ้าใช้มาสคาร่ากันน้ำ ก็ฉีดรีมูฟเวอร์แทน ) ให้แปรงเปียกหมาดๆ แล้วหวีขนคิ้วตั้งแต่ฐานขนตาไล่ลงมาตลอดเส้นถึงปลายขนตา หวีแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้ก้อนมาสคาร่าส่วนเกินหลุดออกมาจนหมด เท่านี้ก็พร้อมเฉิดฉาย ไม่ต้องลบตาแต่งใหม่แล้ว

3. แก้ปัญหา มาสคาร่าเลอะ
บางวันสาวๆ อาจมือสั่น ควบคุมทิศทางมือไม่ได้ดั่งใจ หรือใจลอยไม่ได้โฟกัสกับการปัดขนตาตรงหน้า หรือปัดเสร็จไม่ได้รอให้มาสคาร่าแห้งเซตตัวเสียก่อน จึงเจอกับปัญหา มาสคาร่าเลอะเป็นดวงๆ ที่เปลือกตาบ้าง ขอบตาบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าไม่น่าดู คนนอกอาจเข้าใจผิดว่าเธอเพิ่งร้องไห้มาหมาดๆ หรือคิดว่าเธอแต่งหน้าไม่เป็น ดูไม่มืออาชีพอย่างแรง เราจึงมาแนะนำทริคซ่อมตาเลอะๆ ให้กลับมาสวยปิ๊ง

นำสำลีพันก้าน หรือคอตตอนบัดจุ่มรีมูฟเวอร์ชนิดไมเซลลาร์วอเตอร์ ให้เปียกพอหมาด แล้วค่อยๆ ลบเส้นที่เลอะเกินออกมาตามดวงตา จุดสำคัญคือมือต้องนิ่ง ไม่ต้องรีบปาด เพราะจะทำให้อายแชโดว์ถูกลบไปหมด หลังเช็ดเสร็จรอให้รีมูฟเวอร์แห้ง แล้วใช้แปรงปัดอายแชโดว์เล็กๆ เติมสีตรงจุดที่หายไป เท่านี้ก็ไม่ต้องนั่งคัดเบ้า เติมสีตาใหม่แล้วล่ะ

4. แก้ปัญหา วาดอายไลเนอร์ยาวเกินไป
ไม่ว่าสาวๆ จะเป็นสายเกาหรือสายฝ.ก็ตาม ต้องมีบางวันที่อยากครีเอทลุคแคทอายส์ กรีดไลเนอร์แซ่บๆ ไปทำงานหรือไปปาร์ตี้กับเพื่อน ส่องผู้บ้างอะไรบ้าง ซึ่งการกรีดตาแม้จะแค่ขีดเส้นเดียวให้เนี้ยบๆ แต่ถ้าไม่ชำนาญก็ค่อนข้างยาก ต้องมือนิ่งพอสมควร และยังต้องกะระยะความยาวให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจกรีดตาเพลินจนเส้นยาวเฟื้อย หรือวิงหางตาเข้มเกินลิมิตของคำว่าสวยได้ แต่สามารถซ่อมได้ง่ายๆ ดังนี้

ใช้สำลีพันก้าน จุ่มไมเซลลาร์วอเตอร์ให้พอหมาดๆ แล้วลบตามรอยเส้นที่ทำเลอะหรือลากยาวเกินไปให้สะอาด หลังจากนั้นใช้กระดาษทิชชู่หรือซับมันแท็ปเบาๆ ตรงจุดที่ลบเส้นออก เพื่อไม่ให้มีคราบมันหลงเหลืออยู่ แล้วจึงใช้อายไลเนอร์วิงเส้นที่เลอะไปให้สวยงามเหมือนเดิม พร้อมออกจากบ้านได้

5. แก้ปัญหา ลงรองพื้นหนาเหมือนโบกปูน
มันเกิดขึ้นได้! สำหรับสาวๆ ที่เพิ่งใช้รองพื้นยี่ห้อใหม่ หรือเป็นมือใหม่หัดแต่งหน้า ไม่รู้ว่าควรกะปริมาณรองพื้นหรือน้ำหนักมือยังไงให้พอดี หากลงเลเยอร์เบาเกินก็จะดูเหมือนยังไม่ได้ลงรองพื้น ถ้าลงหนักมือไปก็จะเกิดปัญหาหน้าหนาเตอะเหมือนโบกฉาบปูน หรือแม้แต่ลงรองพื้นสีไม่สม่ำเสมอ ทำให้หน้าดูกระดำกระด่าง เราก็คงไม่กล้าเอาผิวแบบนี้ไปเจอคนภายนอกแน่ๆ แต่จะแก้ไขยังไงดีล่ะ

ขั้นตอนแรก ใช้ฟองน้ำแต่งหน้าชุบน้ำให้พอหมาดๆ บีบน้ำส่วนเกินออกให้หมด แล้วใช้ฟองน้ำแท็ปๆ เกลี่ยรองพื้นส่วนเกิน หรือส่วนที่เป็นเยิ้มๆ ด่างๆ ให้สีผิวกลับมาสม่ำเสมอกันมากขึ้น ค่อยๆ แท็ปไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผิวหน้าที่เรียบเนียนสวยงาม แต่แอบกระซิบว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ในครั้งต่อไป ควรใช้รองพื้นเนื้อลิควิดเป็นหลัก แม้จะให้ฟินิชลุคที่บางแต่สามารถบิวท์เพิ่มได้ ถ้าใช้รองพื้นเนื้อหนักตั้งแต่แรก หนาแล้วหนาเลย ซ่อมยาก!

6. แก้ปัญหา คอนซีลเลอร์ใต้ตามีเส้นขีดๆ ( crease ) ไม่น่ามอง
ตอนเช้าๆ ตอนแต่งหน้าลงคอนซีลเลอร์ใต้ตา ตบแป้งฝุ่นทับก็ยังเรียบเนียนสวยดีอยู่หรอก แต่ผ่านไประหว่างวัน รอยใต้ตาก็เริ่มแตกระแหงเป็นเส้นๆ เหมือนผิวบริเวณนั้นขาดน้ำเป็นแรมปี ดูหน้าแก่ก่อนวัยสุด ยิ่งตบแป้งผสมรองพื้นทับ ก็ยิ่งเน้นเส้นเหล่านั้นให้เด่นชัดขึ้น กลุ้มเลย จะทำยังไงดี! เรื่องนี้พอมีวิธีแก้อยู่บ้าง ดังนี้

อย่างแรก ใช้นิ้วชี้ของเธอนี่แหละ แท็ปเกลี่ยๆ เบลอเส้นที่เป็นร่องขึ้นมาใต้ตาให้เนียนเรียบ หลังจากนั้นใช้ฟองน้ำแต่งหน้าจุ่มแป้งฝุ่นโปร่งแสง นำมากดแท็ปย้ำๆ ที่บริเวณใต้ตา เพื่อให้คอนซีลเลอร์เซตตัวมากขึ้น และไม่ทำให้มีเส้นขีดต่างๆ เกิดขึ้นอีกในวันนั้น เตือนว่าอย่าใช้ makeup wipes เช็ดออกทั้งยวงแล้วแต่งใหม่ เพราะจะยิ่งเห็นสีตัดกันของผิวหน้าสดและสีรองพื้นชัดเจน ผิวใต้ตาจะยิ่งไม่น่ามองกว่าเดิม

 

สำหรับ 6 ทริค ซ่อมเมคอัพ ทำเครื่องสำอางเลอะแค่ไหนก็ซ่อมได้ ที่เรานำมานั้นเป็นเพียงบางปัญหาเท่านั้น สาวๆบางคนอาจจะเจอปัญหาที่มากกว่านี้ แต่ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะทุกอย่างมีทางออกเสมอ ขอให้สาวๆใจเย็นๆ รู้จักวิธีแก้ไข และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง แม้จะทำพลาดจนเขียนอายไลเนอร์เกินไปถึงขมับ ปัดแก้มเข้มเป็นปื้นๆ หรือลงรองพื้นหนาจนเหมือนตุ๊กตาโบกปูนปลาสเตอร์ ก็สามารถแก้ไขให้สวยเนี้ยบได้ในพริบตา  ไม่ต้องใส่แว่นตาดำปกปิด หรือเช็ดหน้าให้เกลี้ยงเป็นหน้าสดมาทำงาน เพราะหน้าที่ของเครื่องสำอางคือ เพิ่มความมั่นใจ ให้ผู้ใช้ อย่าปล่อยให้การแต่งหน้าแย่ๆ ในวัน bad day ทำให้เธอไม่กล้าออกไปพบเจอใคร 

กินเจอย่างไรให้ได้บุญสูงสุด

สำหรับเทศกาลกินเจนั้น ผู้คนมักจะถือว่าเป็นโอกาสที่ได้ทำบุญไปด้วย และดีต่อสุขภาพด้วย บางคนนั้น อาจจะเคยร่วมเทศกาลกินเจ หรือเทศกาลกินผักนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่อาจจะยังไม่ได้บุญสูงสุด เพราะยังกินไม่ถูกวิธี เพราะ เพียงแค่งดเนื้อสัตว์อย่างเดียวไม่พอแน่ๆ เราจึงนำบทความ กินเจอย่างไรให้ได้บุญสูงสุด มาฝากเหล่านักบุญกัน

1. อยากกินเจไปทุกๆ วัน
ช่วงเวลา 10 วัน ดูไม่เร็วไม่ช้า แต่เรากินๆ หยุดๆ ขอผลัดวันไปกินเพิ่มวันอื่นแทน แบบนี้ไม่ได้ เราต้องมีวินัยกับตัวเอง ตั้งใจกินเจแล้ว ก็ต้องกินเจให้ได้ตามเวลา และครบจำนวนวันที่กำหนด ยิ่งหากมีใจอยากกินเจไปเรื่อยๆ หลังเทศกาลกินเจไปแล้วก็ยังกินอยู่ แบบนี้ได้บุญสูงสุด ได้บุญเต็มๆ

2. อยากกินเจจริงๆ
สำรวจตัวเองก่อนนิดนึงว่า คุณอยากกินเจเพราะอะไร เพราะอยากได้บุญ เพราะอยากละเว้นชีวิตสัตว์โลกสักช่วงหนึ่งในชีวิต หรืออยากได้สุขภาพที่ดีจากการงดทานเนื้อสัตว์ หากเป็นเหตุผลดังกล่าว รับรองว่าได้ผลบุญเต็มๆ แน่นอน แต่ถ้าคุณอยากกินเจเพราะแค่อยากตามกระแสคนอื่น อันนี้คุณอาจจะต้องพิจารณาตัวเองใหม่แล้วล่ะ

3. อยากกินเจต้องไม่บ่น
เนื่องจากเครื่องปรุงที่หายไปค่อนข้างเยอะ ทำให้อาหารเจมักมีรสชาติไม่อร่อยเท่าอาหารไทยที่เราทานกันอยู่ทุกวัน น้ำปลาเอย ซอสน้ำมันหอยเอย พวกนี้ไม่ได้แตะลิ้นเราแน่ๆ บางคนจึงอาจเปรยเบาๆหรือดังๆ ว่าอาหารเจไม่อร่อย แต่ถึงกระนั้น การทานอาหารเจ เราไม่ได้ทานเอาอร่อย เราทานเอาอิ่ม และทานเพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ ดังนั้นเรื่องรสชาติต้องเป็นรอง ขอให้คิดว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ยิ่งทาน ยิ่งได้สุขภาพดี

4. อยากกินเจต้องไม่งก
เราเข้าใจว่าบางทีก็ทำได้ยาก เห็นราคาผัก ราคาอาหารเจตามห้างร้านต่างๆ แล้วอาจจะทำใจไม่ได้ หรือพอลองเอาราคาอาหารปกติมาเทียบด้วยแล้ว ยิ่งปริ๊ด “ทำไมจู่ๆ ร้านนี้ขายข้าวราดแกงธรรมดา 30 พอเป็นอาหารเจขึ้นเป็น 50 เฉยเลย” หากอยากได้บุญ ต้องพยายามใจเย็น แล้วทำความเข้าใจกับราคาข้าวของในช่วงนี้ ว่ามันต้องขึ้นราคาเป็นธรรมดา หากรับราคาไม่ไหว ลองทำทานเองที่บ้าน อร่อยและคุ้มค่ามากกว่าแน่นอน

5. อยากกินเจคู่ไปกับการถือศีล
แน่นอนว่าคำนี้มาคู่กัน ถือศีลกินเจ เมื่อเรากินแต่ของดีๆ ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตแล้ว เราก็ต้องพูดดี ทำดี ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีด้วย จะได้มีทั้งร่างกาย และจิตใตที่บริสุทธิ์ผุดผ่องยังไงล่ะ

6.อยากกินเจด้วยรอยยิ้ม
แบ่งปันช่วงเวลากินเจกับคนรอบข้าง ครีเอตเมนูอาหารเจใหม่ๆ สนุกกับอาหารเจหลากหลายเมนู หากคุณกินอาหารเจด้วยความรู้สึกที่ดี มากกว่าต้องทนกินอาหารเจที่ไม่ชอบไปวันๆ ล่ะก็ รับรองว่าผลบุญที่คุณได้มากขึ้นอย่างแน่นอน


เมื่อเรารู้แล้วว่า กินเจอย่างไรให้ได้บุญสูงสุด เราก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากอยากได้บุญจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ทำตามกระแสเท่านั้น

 

เป็นเจ้าบ่าวมือใหม่ ควรจะทำตัวอย่างไรดีในวันแต่งงาน

เมื่อคุณกำลังจะกลายเป็นเจ้าบ่าวมือใหม่ คุณต้องรู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับวันงานสำคัญของคุณและคนที่คุณรัก คุณจึงควรอย่าเผลอทำอะไรที่จะไม่สามารถทำให้คุณไปงานได้ช้าหรือไม่สามรถไปได้  เพราะว่าที่เจ้าสาวของคุณนั้นมั่นใจในตัวของคุณแล้วว่านี่คือผู้ชายที่เธออยากฝากชีวิตให้ จึงไม่ควรทำให้คนรักของคุณผิดหวังเป็นอันขาด 

1. ลืมแหวนแต่งงาน
ในพิธีหมั้นตอนเช้าหรือแม้แต่งานเลี้ยงในตอนกลางคืน ถ้าจำเป็นต้องถอดจริงๆ อย่าได้ถอดแหวนวางไว้ โอกาสที่คุณจะลืมแหวนมีสูงมาก หากต้องการจะถอดจริงๆให้ฝากไว้กับเจ้าสาวจะดีที่สุด

2. ไม่ช่วยจัดงาน
ขณะที่เพื่อนๆ และครอบครัวกำลังเร่งเตรียมงานแต่งให้ แต่ตัวว่าที่เจ้าบ่าวกลับไม่ทำอะไรเลย แม้ในนาทีสุดท้าย แบบนี้ทำให้ความเชื่อมั่นในตัวลูก

3. ละเลยการแจกการ์ดและมอบให้แขกในเวลากระชั้นชิด
บ่าวสาวอาจแยกกันแจกการ์ดแต่งงาน และถ้าเจ้าบ่าวแจกการ์ดในเวลาที่กระชั้นชิด หรือแม้แต่ประกาศใน Facebook ก็ตาม ในอีก 1-2 สัปดาห์จะถึงวันงานแล้ว แบบนี้มีโอกาสสูงที่แขกท่านนั้นอาจติดธุระและมางานไม่ได้

4. ดื่มจัดในคืนก่อนวันงาน
ก่อนวันงาน เจ้าบ่าวควรพักผ่อนให้เพียงพอ จะได้ไม่แฮงค์ ไม่ปวดหัว และยิ้มรับแขกได้อย่างเต็มที่และมีความสุขในวันงาน

5. ไม่เตรียมคำพูดสำหรับกล่าวขอบคุณแขก
เจ้าบ่าวบางคนคิดว่าการพูดอะไรแบบมีสคริปท์ดูไม่จริงใจ แต่จริงๆ แล้ว เมื่อยืนต่อหน้าแขกเยอะๆ ก็เกิดอาการพูดไม่ออกเหมือนกัน

6. ขัดแย้งกันเรื่องเงิน
ถ้าตัวเจ้าบ่าวไม่ได้เข้ามาจัดการงานแต่ง มีโอกาสที่ความเห็นเรื่องเงินไม่ตรงกันสูง ควรปรึกษาหารือในทุกๆ เรื่อง เพื่อลดความเครียดและแสดงให้เห็นว่าเจ้าบ่าวก็จริงจังกับงานเช่นกัน

7. มองข้ามความสำคัญของชุดเจ้าบ่าว
ชุดผู้ชายง่ายๆ ไม่ต้องอะไรมากก็จริง แต่อย่าลืมว่าไซส์ของชุดมักไม่พอดีตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่ใส่ ไหล่ตกไป คับไป รีบไปลองและสั่งแก้ อย่าได้แก้ในนาทีสุดท้ายก่อนวันงานเลย

เป็นคนโสดก็มีข้อดีนะ ไม่มีความรักก็ได้

 

หลายๆคนนั้นอาจจะกำลังมีความรัก แต่บางคนก็อาจจะกำลังเป็นโสด อยู่คนเดียว เลยทำให้รู้สึกเกิดความเหงา ความเศร้าขึ้นมา และบางทีอาจจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นแตกต่างไปจากคนอื่นและคิดว่าเพราะตัวเองมีข้อเสีย จึงยังทำให้ตัวนั้นเป็นคนโสด ต้องอยู่คนเดียว ไม่มีความรัก แต่ความจริงแล้วตรงกันข้ามเลย การอยู่เป็นโสด กลับมีข้อดี ที่บางครั้งบางทีคนมีคู่ก็รู้สึกอิจฉา


1.
มีเวลาศึกษาตัวเอง ยิ่งมนุษย์เราใช้เวลาอยู่กับคนอื่นมากเท่าไร ตัวตนของเราก็ยิ่งมีโอกาสถูกกลืนได้มากขึ้นเท่านั้น ทำให้เราลืมทบทวนความต้องการส่วนลึกของตัวเอง และลืมที่จะทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวเองอย่างแท้จริง

ดังนั้น คนโสดโปรดใช้เวลานี้ตักตวงประโยชน์ให้มากที่สุด ด้วยการทุ่มเทเวลาให้กับการทำความรู้จักตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง โดยอาจจะเริ่มด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น จดรายการสิ่งที่คุณชอบและไม่ชอบลงในสมุดบันทึก แล้วลงมือทำตามนั้นซะ


2.
อัพเลเวลความเข้มแข็งให้ตัวเอง มีใครบางคนกล่าวไว้ว่า เวลามีความรัก เรามักจะอ่อนแอ ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ตามใจ ประคบประหงมจากคนรัก แต่พอคุณโสด คุณจะได้ใช้เวลานี้ ฝึกทำทุกอย่างด้วยตัวของคุณเอง ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ เช่น เมื่ออุปกรณ์ไฟฟ้าเสีย คุณก็จะได้เรียนรู้วิธีซ่อม (หรืออย่างน้อยก็วิธีเรียกช่างซ่อม) เมื่อคุณป่วย คุณก็จะได้เรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพตัวเอง หรือเมื่อคุณเผชิญทุกข์ในชีวิต คุณก็จะได้เรียนรู้วิธีออกจากทุกข์ด้วยตัวเอง เมื่อไหร่ที่คุณสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งใครแล้วล่ะก็เชื่อเลยว่า เมื่อนั้นคุณจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองสุด ๆ


3. มีอิสระในการจัดการธุระปะปัง
เชื่อว่า คนมีคู่หลายคน ต้องแอบดอดไปจัดการธุระของตัวเองเมื่อคนรักไม่อยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการทะเลาะกัน แต่เมื่อคุณโสด ปัญหาเหล่านั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้น คุณจะสามารถลองเสื้อผ้ากี่สิบชุดก็ได้ เดินช้อปปิ้งจนขาลากทั้งวันก็ได้ หรือจะอาบน้ำแต่งตัวนานสามชั่วโมงก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่า จะมีใครนั่งทำหน้าเบื่อ ๆ รออยู่


4. เติมเต็มความสุขให้ตัวเองได้ตามใจชอบ
ท่านพุทธทาสภิกขุ เคยกล่าวไว้ว่าชีวิตมีค่าก็ต่อเมื่อเจ้าของรู้จักใช้ การอยู่เป็นโสดทำให้มีโอกาสใช้ชีวิตให้มีความสุขได้ตามใจปรารถนาง่ายกว่าคนมีคู่แล้วเป็นไหน ๆ อยู่ ๆ คุณอาจจะนึกอยากแบ็คแพ็คไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน อยากจะซื้อสัตว์เลี้ยงน่ารักมาเลี้ยงสักตัว อยากจะกลับไปสมัครเรียนสาขาวิชาที่คุณใฝ่ฝันมานาน อยากจะซื้อบ้านสักหลังแล้วตกแต่งให้กลายเป็นสวรรค์ส่วนตัว ไม่ว่าความสุขของคุณเป็นแบบไหน คุณก็สามารถเติมเต็มได้ โดยไม่ต้องมานั่งคอยห่วง กังวล หรือขอความเห็นชอบจากใครทั้งนั้น


5. เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง
แม้การตามหาความรักจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่านั้นก็คือ การรักตัวเองให้เป็นเสียก่อน การเรียนรู้ที่จะรักตัวเองคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการสร้างพลังงานเชิงบวกขึ้นในใจ เมื่อคุณรู้สึกดีกับตัวเองอย่างแท้จริง คุณจะรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นจะต้องไขว่คว้าหาใครสักคนที่รักคุณมาเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่านั้นอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน พลังงานเชิงบวกจำนวนมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวคุณจะทำให้ผู้อื่นสัมผัสได้ถึงพลังนั้นและต้องการอยู่ใกล้ชิดคุณไปเองโดยอัตโนมัติ

วิธีไหว้ศาลพระภูมิ ศาลตายาย ที่ถูกต้อง

     สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่บ้านเรือนคนไทยมาแสนนานนั้นก็คือ ศาลพระภูมิ ศาลพระภูมินั้นปลูกไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตามอาคารสำนักงานต่างๆ หรือที่อยู่อาศัย ก็เลยจำเป็นต้องมีศาลพระภูมิ แต่ว่าเมื่อมีศาลพระภูมิแล้ว เราก็ต้องรู้วิธีไหว้ศาลพระภูมิอย่างถูกต้องด้วย ว่าวิธีไหว้ศาลพระภูมิ ทำอย่างไร ของไหว้ศาลพระภูมิ มีอะไรบ้าง ใช้ธูปกี่ดอก ไหว้วันไหนดีที่สุด และคาถาไหว้ศาลพระภูมิ ควรกล่าวอย่างไร ร วันนี้เรามี วิธีไหว้ศาลพระภูมิที่ถูกต้องจาก เว็บพราหมณ์ดอทเน็ต มาตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีไหว้ศาลพระภูมิ พร้อมวิธีไหว้ศาลตายายที่ถูกต้องมาบอกกันแล้ว 

วิธีไหว้ศาลพระภูมิที่ถูกต้อง


1. ของไหว้ศาลพระภูมิ มีอะไรบ้าง
ของไหว้ศาลพระภูมิ หรือเครื่องเซ่นไหว้ศาลพระภูมิ มี 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย ของบูชา ของคาว และของหวาน ดังนี้ 

     – ของบูชา ได้แก่ ดอกไม้ พวงมาลัย ข้าวปากหม้อ (ข้าวที่หุงใหม่ก่อนคนบริโภคเท่านั้น) แกง และแกงจืด
     – ของคาวต่าง ๆ ได้แก่ หัวหมู เป็ด ไก่ กุ้ง ปู ปลามีหัว-หาง ทั้งนี้ สามารถใช้สำหรับตั้งไหว้เนื่องในเทศกาลต่าง ๆ ได้เช่นกัน เช่น วันเกิด วันปีใหม่ วันตรุษจีน รวมถึงการแก้บน เป็นต้น

     – ของหวาน ได้แก่ ขนมสามทอง (ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง) ขนมเม็ดขนุน ขนมสีขาว-สีแดง กล้วย มะพร้าวน้ำหอมอ่อน นม เนย และผลไม้ต่าง ๆ ยกเว้นผลไม้ที่มีชื่อไม่เป็นมงคล เช่น มังคุด ละมุด พุทรา น้อยหน่า ระกำ สละ กระท้อน ทุเรียน ลางสาด เป็นต้น


2. ไหว้ศาลพระภูมิ ใช้ธูปกี่ดอก 

วิธีการบูชาศาลพระภูมิ (พระชัยมงคล) ที่ถูกต้อง เริ่มจากให้จุดธูป 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ แล้วต่อด้วยพระคาถาไหว้ศาลพระภูมิ ดังนี้    

     ภูมมัสมิง ทิสาภาเค สันติภูมมา มหิทธิกา เตปิตุมเห อนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุเขนะจะ (3 จบ)
     
สิโรเม ขอเดชะพระภูมิเทวารักษาที่ รับพระพรจากเจ้ากรุงพาลี ให้วัฒนาถาวรสิ่งสุขแด่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้า (คำอธิษฐาน) มั่งมีเงินทองและทรัพย์พัสดุข้าวของเนืองนอง โสตถิ ชัยยะ ภะวันตุ เม


3. ไหว้ศาลพระภูมิ วันไหนดี 

การไหว้ศาลพระภูมิ ควรไหว้สักการะศาลพระภูมิ (พระชัยมงคล) ทุกวันพระ วันอังคาร วันเสาร์ หรือวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันเกิดของตัวเองและวันนักขัตฤกษ์

 

วิธีการไหว้ศาลตายายที่ถูกต้อง


1. ของไหว้ศาลตายาย มีอะไรบ้าง

ของไหว้ศาลตายาย ประกอบด้วย ของบูชา ของคาว และของหวาน ดังนี้
     – ของบูชาศาลตายายที่ตั้งได้ เช่น ดอกไม้ พวงมาลัย ข้าวปากหม้อ (ข้าวที่หุงใหม่ก่อนคนบริโภคเท่านั้น) แกง และแกงจืด
     – ขนมหวาน เช่น ขนมสามทอง (ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง) ขนมเม็ดขนุน ขนมสีขาว-สีแดง กล้วย มะพร้าวน้ำหอมอ่อน นม เนย และผลไม้ต่าง ๆ ยกเว้นผลไม้ชื่อไม่เป็นมงคล เช่น มังคุด ละมุด พุทรา น้อยหน่า ระกำ สละ กระท้อน ทุเรียน ลางสาด เป็นต้น
     – ของคาวต่าง ๆ มี หัวหมู เป็ด ไก่ กุ้ง ปู ปลามีหัว-หาง สามารถตั้งไหว้ได้เนื่องในเทศกาลต่าง ๆ เช่น วันเกิด ปีใหม่ ตรุษจีน หรือการแก้บน เป็นต้น


2.ไหว้ศาลตายาย ใช้ธูปกี่ดอก
วิธีไหว้ศาลตายาย ให้จุดธูป 5 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ แล้วต่อด้วยพระคาถา ดังนี้     

     ตา-ยาย ยัสมิง ทิสาภาเค สันติ ตายายเทวา มหิทธิกา เตปิตุมเห อนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุเขนะจะ (3 จบ)
     สิโรเม ขอเดชะ ตายายเทวา เจ้าของที่ ขอให้ช่วยดูแลคุ้มครองรักษาบ้านเรือน (ชื่อสถานที่) และข้าพเจ้าผู้อยู่อาศัยในสถานที่นี้  (คำอธิษฐาน) โสตถิ ชัยยะ ภะวันตุ เม

ทั้งนี้ ควรไหว้สักการะศาลตายายทุกวันพระ วันอังคาร วันเสาร์ หรือวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันเกิดตัวเองและวันนักขัตฤกษ์


จะเห็นได้ว่า วิธีไหว้ศาลพระภูมิที่ถูกต้อง และวิธีการไหว้ศาลตายายที่ถูกต้อง มีขั้นตอนคล้ายกัน แต่แตกต่างที่จำนวนธูปที่ใช้ไหว้และคำขึ้นต้นคาถา เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็น่าจะช่วยให้หลายคนคลายความสงสัยและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

วิธีประหยัดไฟฟ้าแบบชาญฉลาด

 

     วิธีประหยัดไฟนั้นมีอยู่มากมาย แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าวิธีไหนจะประหยัดไฟฟ้าได้มากที่สุด หรือสามารถประหยัดไฟฟ้าได้จริง เพราะด้วยความที่เมืองไทยนั้นเป็นเมืองร้อน ทำให้คนนั้นใช้งานเครื่องปรับอากาศกันเยอะ และเครื่องปรับอากาศนั้นก็เป็นตัวกินไฟมากๆเลยล่ะ แต่นอกจากเครื่องปรับอากาศแล้ว ก็ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆอีกมาก ที่ทำให้ค่าไฟของเรานั้นพุ่งสูงขึ้นได้ 

 

วิธีประหยัดไฟฟ้าในบ้าน ช่วยลดค่าไฟอย่างได้ผล ทำง่าย ๆ ไม่ต้องรอ


1. ใช้เครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี
หากให้เครื่องปรับอากาศถูกวิธีก็จะช่วยให้การประหยัดพลังงานไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรตั้งอุณหภูมิไม่น้อยกว่า 25 องศาเซลเซียส ก่อนเลิกใช้งานควรปิดแอร์ก่อนออกจากห้อง 30 นาที หรือใครไม่อยากเปิดแอร์ทั้งคืนก็เปิดแค่ 2-3 ชั่วโมงแรกก่อนนอนหลับก็ได้ ที่สำคัญควรหมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศและไส้กรองอากาศเป็นประจำ 


2. เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดไฟ เบอร์ 5
วิธีประหยัดไฟฟ้าอีกวิธีหนึ่งคือการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดไฟ เบอร์ 5 ยิ่งตัวเลขหรือดาวมากก็ยิ่งประหยัดไฟมากนั่นเอง เพราะฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 จะช่วยคำนวณค่าไฟที่ต้องจ่ายต่อปีโดยประมาณ 


3. ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน
หากต้องการลดค่าไฟก็ต้องถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่ใช้ อาทิ คอมพิวเตอร์ โคมไฟ โทรทัศน์ ฯลฯ เพื่อเป็นการตัดกระแสไฟฟ้าที่เต้ารับ เพราะการปิดแค่สวิตซ์ไฟไม่ได้ตัดกระแสไฟฟ้า ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าควรถอดปลั๊กทุกครั้ง

 

4.หากไม่ร้อนเกินไป ให้ใช้พัดลมแทนแอร์ เข้าใจว่าอากาศประเทศไทยนั้นร้อนไม่แพ้ใคร แต่หากวันไหนที่อากาศดี ไม่ร้อนเกินไป หรือในวันที่ฝนตก ควรเปิดพัดลมแทน เพื่อเป็นการประหยัดไฟมากขึ้น 


5. เลือกใช้หลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนส์แบบผอม
หลอดฟลูออเรสเซนส์จะมีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลอดแบบอื่น และระยะยาวจะช่วยประหยัดไฟได้มากทีเดียว จะช่วยประหยัดไฟได้มากถึง 75% ดังนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนส์


6. ไม่เปิดไฟทิ้งไว้ ปิดเมื่อไม่ใช้งาน
เป็นวิธีประหยัดไฟฟ้าที่ทำได้ทันที เพียงแค่ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้ หรือว่าจะไม่อยู่บ้านนาน ๆ ก่อนออกบ้านต้องมั่นใจว่าปิดไฟและถอดปลั๊กที่ไม่จำเป็นออกแล้ว เพื่อค่าไฟในบ้านจะได้ไม่พุ่งสูงจนเกินไป 


7. ซักรีดเสื้อผ้าในคราวเดียวกัน
เนื่องจากการรีดผ้าและซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเยอะมาก ดังนั้นควรทำในคราวเดียวกัน อย่างการรีดผ้าควรรีดครั้งละมาก ๆ และไม่ควรพรมน้ำจนเปียกเพราะต้องใช้ความร้อนมากขึ้น 


8. ไม่เสียบหม้อหุงข้าวไว้ตลอดเวลา
การเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวทิ้งไว้ตลอดเวลาทำให้เปลืองไฟเป็นอย่างมาก เพราะระบบไฟฟ้าจะทำงานตลอดเวลานั่นเอง หากใช้งานเสร็จควรถอดปลั๊ก เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้านั่นเอง 


9. ใช้มู่ลี่หรือกันสาดป้องกันแดด
การใช้มู่ลี่กันแสงจะช่วยให้เครื่องปรับอากาศไม่ทำงานหนักเกินไป เป็นการป้องกันแสงแดดส่องกระทบตัวอาคาร หรือใช้การบุฉนวนความร้อนที่ผนังก็ช่วยได้มาก 


10. วางตู้เย็นในตำแหน่งให้เหมาะสม
ควรวางตำแหน่งของตู้เย็นให้ห่างจากผนังด้านหลังและด้านข้างไม่น้อยกว่า 10 ซ.ม เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดี และเลือกยี่ห้อตู้เย็นยี่ห้อที่ประหยัดไฟ ที่สำคัญไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อยเพราะจะทำให้เปลืองไฟ 


11. เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม
ควรเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าเหมาะสมกับขนาดห้อง จำนวนสมาชิกในบ้าน เช่นการใช้โทรทัศน์หากเป็นจอใหญ่ก็จะกินไฟมากกว่า และไม่ควรเสียบปลั๊กทิ้งไว้ในโหมด Stanby


12. ปลูกต้นไม้รอบบ้าน หรือปลูกพืชคลุมดิน
เพราะต้นไม้หรือพืชคลุมดินจะช่วยฟอกอากาศได้เป็นอย่างดี จะช่วยให้บ้านเย็นขึ้น หรือใครอยู่คอนโดก็สามารถหาต้นไม้ฟอกอากาศมาแทนได้ หรือใครอยากกรองแสงไม่ให้แดดเข้าบ้านสามารถเลือกติดฟิล์มติดกระจกบ้าน

 

และนี่ก็เป็น 12 วิธีประหยัดไฟฟ้าแบบชาญฉลาดที่คุณสามารถเริ่มต้นทำเองได้แบบไม่ต้องรอ เมื่อทำแล้วจะช่วยลดค่าไฟของคุณ และเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าให้เรามีพลังงานไฟฟ้าใช้ไปอีกนาน

กิจกรรมที่น่าสนใจ เมื่อไปเที่ยวทะเล

    การไปเที่ยวนั้นก็เหมือนกับไปชาร์ตแบต เพราะเมื่อเราไปเที่ยวเราก็คงอยากทิ้งหน้าที่การงาน หรือเรื่องเคลียดต่างๆไว้ข้างหลัง การท่องเที่ยวพักผ่อนจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับคนเรา อย่าเห็นว่ามันเป็นแค่การออกไปเที่ยวเล่นที่ไม่มีประโยชน์ จริงๆ แล้วการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจถือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตอย่างมากเลยทีเดียว การเดินทางออกไปในสถานที่อื่น ถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ทำให้เราได้สัมผัสและเข้าใจสิ่งแปลกใหม่ เสริมสร้างจิตนาการ และการพักผ่อนหย่อนใจเพื่ออารมณ์และความเครียดก็มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ทำให้สมองปลอดโปร่งคิดเรื่องใหม่ๆ เติมไฟให้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

    และคนส่วนมากนั้นเมื่อต้องการจะไปท่องเที่ยว ส่วนมากคนก็มักจะเลือกไปเที่ยวทะเลกัน เพราะการไปเที่ยวทะเลนั้นมีกิจกรรมที่ให้เราได้ทำเยอะ จะให้ไปนอนหลับริมทะเล หรือเดินเอื่อยๆ ริมชายหาดอย่างเดียวมันคงไม่สนุกอย่างแน่นอน และทะเลยังทำให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติทำให้จิตใจปลอดโปร่ง แต่เมื่อสัมผัสกับธรรมชาติจนอิ่มเอมแล้ว ก็ต้องหากิจกรรมที่สร้างความบันเทิงเริงใจอื่นๆ ให้ได้เพลิดเพลินกันบ้าง จะเป็นการ ดำน้ำ ลงไปชมปะการัง หรือ พายเรือ เล่นให้ได้สัมผัสธรรมชาติและได้ออกกำลังสักหน่อยก็เป็นเรื่องไม่เลว แต่กิจกรรมน่าสนใจเวลาไปทะเลมีอยู่อีกเยอะที่ไม่ควรพลาด!! ซึ่งเรามีไอเดียอยากจะแนะนำสัก 5 อย่าง เพื่อให้ได้ลองเลือกกันดู หรือจะจัดหมดทั้ง 5 อย่างก็ไม่ขัดข้องหรือผิดกติกากันแต่อย่างใด

กิจกรรมแบบใช้อุปกรณ์น้อยประเภท
1.ดำน้ำ
    เป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวทะเล เนื่องจากเป็นการทำให้เราได้สัมผัสกับท้องทะเลอย่างใกล้ชิด ได้แหวกว่ายและดำลงไปในน้ำ ชมธรรมชาติทางทะเลที่อยู่รอบตัว แต่การจะไปทำกิจกรรมชนิดนี้ จะต้องเลือกสถานที่กันสักหน่อย ควรเป็นสถานที่เงียบๆ คนไม่พลุกพล่าน มีน้ำทะเลใสๆ และมีปะการังสวยๆ แบบยังคงความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์เป็นอะไรที่วิเศษที่สุด ใครไปทะเลแล้วพลาดกิจกรรมนี้ถือว่าน่าเสียดาย อุปกรณ์ที่ต้องใช้ก็แล้วแต่ว่าจะดำลงลึกหรือตื้น หากเอาแบบตื้นๆก็มีแค่ หน้ากากกับตีนกบกับความพร้อมของร่างกายก็เหลือเฟือแล้ว เป็นอุปกรณ์ที่หาง่าย ซื้อมาเก็บไว้เป็นของตัวเองได้ไม่ยากและไม่แพง

2.วอลเลย์บอลชายหาด
    เป็นกีฬาริมชายหาดที่น่าสนใจ แม้จะจริงว่าวอลเลย์บอลเล่นที่ไหนก็ได้ไม่ต้องไปไกลถึงทะเล ถ้าจะไปทะเลลงไปดำน้ำดีกว่า แต่จริงๆแล้วมันให้บรรยากาศที่ต่างกันมาก การได้เล่นตบลูกบอลในสถานที่ท่องเที่ยวริมทะเลให้ความรู้สึกแปลกใหม่และไม่ยึดติด เป็นการเปิดประสบการณ์ และอาจจะทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆ อีกด้วย นับเป็นอีกกิจกรรมที่น่าสนใจ


กิจกรรมแบบใช้อุปกรณ์พิเศษ

1.พายเรือ

    เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมากอกอย่างเวลาที่เราได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเล การพายเรือ ในทะเลกับพายในคลองไม่เหมือนกันให้ความรู้สึกที่แตกต่าง เวลาพายเราจะได้สัมผัสถึงธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของท้องทะเล รับรู้ถึงเกลียวคลื่น ยิ่งเป็นการพายในระยะไกล เรายังจะได้เรียนรู้และสนุกกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่แสนท้าทาย ที่มีแต่คนที่แข็งแรงและมีทักษะเท่านั้นที่จะผ่านไปได้ เพราะต้องเขาใจวิธีการพายไปตามแรงคลื่นและร่องกระแสน้ำ… ติดแต่ว่าการทำกิจกรรมนี้อาศัยเรือที่เป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่หากจะมีเป็นของตัวเองก็ใช้งบเยอะพอสมควร แต่ไปทะเลจะหาเช่ามาพายก็ได้ หาไม่ยาก

2.เจ็ทสกี

    การบิดเจ้าพาหนะทางน้ำชนิดโต้เกลียวคลื่นในทะเล ให้ความรู้สึกวิเศษสุดยอด เป็นความมันที่นักบิดทางเรียบหรือนักบิดปีนป่ายภูเขาน่าไปสัมผัส หากมีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเล ให้ความรู้สึกที่แตกต่างและสดชื่นเป็นอย่างมาก

3.บานาน่าโบ๊ท

    เป็นอีกกิจกรรมที่น่าสนใจมาก และจะสนุกมากสำหรับคนที่ไปเป็นหมู่คณะ เพราะจะไปออกไปล่องเกลียวคลื่นด้วยกัน จะมีคนขี่เจ๊ทสกี ลากเอาบานาน่าโบ๊ทออกไปท่องทะเลในระยะใกล้ แต่จุดไฮไลท์อยู่ตรงการหักเลี้ยวของคนขับในตอนจบ โดยจะปล่อยให้คนที่อยู่บนเรือยางพองลมทรงกล้วยหกคะเมนลงไปในน้ำ เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานมากเหมาะกับการไปเป็นหมู่คณะกับเพื่อนๆ หรือ ครอบครัว แต่แน่นอนว่าเป็นอุปกรณ์ที่อยากเล่นมีค่าใช้จ่ายสูงเหมือนกัน

กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อได้ไปเที่ยวทะเลยังมีอีกเยอะ ไม่ได้มีเพียงแค่ดำน้ำ หรือพายเรือ ยังสามารถหากิจกรรมสนุกๆ อย่างอื่นๆ เล่นได้อีกหลากหลาย หลายๆ อย่าง สามารถหาซื้ออุปกรณ์เอาไว้เป็นของส่วนตัว ซื้อติดบ้านเอาไว้ไม่เสียหลาย เวลาไปเที่ยวก็จะได้หยิบใส่กระเป๋าแล้วเดินทางไปได้เลย เป็นการทำให้วันหยุดพักผ่อนเต็มไปด้วยสีสันและความบันเทิง  ทำจิตใจเกิดความผ่อนคลาย เกิดจินตนาการใหม่ๆ เกิดไฟในการทำงานก่อนจะกลับมาลุยกับสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำอีกครั้ง

มีเงินหนึ่งก้อน เอาไปทำอะไรดี ใช้หนี้ก่อนหรือลงทุนเพิ่มกำไร

     หากเรานั้นมีเงินหนึ่งก้อน ความคิดที่ว่าเราจะนำเงินตรงนี้ไปใช้หนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมดก่อน หรือจะเอาเงินที่มีอยู่นั้นไปลงทุนเพิ่มกำไรดี คงเป็นสองทางเลือกที่เลือกได้ยากพอสมควร เพราะหากเราเอาเงินไปลงทุนอะไรสักอย่าง ก็อาจจะทำให้เรามีกำไร มีเงินมากขึ้น แต่หากเอาไปใช้หนี้ก่อน เงินก็จะหมด แต่ก็จะมีความสบายใจว่าหนี้ที่เป็นอยู่ได้หมดไป

สำหรับการตัดสินใจนั้นย่อมไม่มีถูกผิด หากเราต้องการนำเงินไปลงทุน เราก็ควรมีการวางแผนให้ดี ถามตัวเองก่อนว่าเราจะเอาเงินไปลงทุนกับอะไร แล้วสิ่งที่เราลงทุนเนี่ย จะให้ผลตอบแทนที่ดีมั้ย เรามีความรู้เกี่ยวกับสิ่ง ๆ นั้นมากน้อยแค่ไหน

เช่น ถ้าคุณมั่นใจแน่ ๆ ว่าสิ่งที่คุณลงทุน มอบผลตอบแทนให้คุณแน่ ๆ ได้เงินที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่คุณได้รับเวลาฝากเงินไว้ในธนาคารเฉย ๆ และเตรียมใจยอมรับความเสี่ยงมาดีแล้ว เพราะมีข้อมูลอยู่ในมือแบบแน่นมาก ๆ เลย ก็อาจจะเลือกเอาเงินไปโปะ หรือปิดชำระหนี้ก่อนเดือนหนึ่ง แล้วเอาเงินส่วนหนึ่งไปลงทุน แม้ว่าดอกเบี้ยของเราจะสูงมาหน่อย แต่เราไม่สามารถชำระหนี้ได้หมดในเดือนเดียว และเงินก้อนเดียวอยู่แล้ว


เมื่อเราชำระหนี้ไปแล้ว 20,000 บาท เราควรมีเงินอีกสักหนึ่งแสนบาท สำหรับเงินทุนสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉิน แล้วถ้าอยากลงทุนในอะไร ก็ต้องศึกษาให้ชัดเจน เอาส่วนหนึ่งไปลงทุน เพื่อป้องกันเสริมความมั่นคงทางการเงินไว้อีกขั้น บางทีเราก็อาจจะค่อย ๆ ผลัดผ่อนและทยอยจ่ายหนี้ เพื่อให้เรามีสภาพความคล่องทางการเงินมากขึ้น ไม่ต้องรีบใช้หนี้ให้หมดหรอก เราควรแบ่งส่วนไปลงทุน เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเองด้วย


เช่น ถ้าเรามีหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้ กยศ. หรือหนี้อะไรก็ตาม แล้วเรายังไม่มีเงินก้อนพอที่จะปิดหนี้ให้จบได้ในเงินก้อนงวดเดียว ถ้าเป็นแบบนี้ เราก็ควรจะผ่อนต่อเดือน เพื่อให้สภาพเงินคล่องขึ้น แล้วหนี้ที่เรามีก็จะลดน้อยลงทุก ๆ เดือนที่เราจ่าย และพอเราได้เงินหรือกำไรส่วนต่างจากการลงทุน เราก็แค่เอาเงินมาจ่ายหนี้อีกทีหนึ่งก็ได้ หากเราติดหนี้นอกสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เราจะถูกเก็บดอกเบี้ยประมาณ 20-28% เลยล่ะ และถ้าเราติดหนี้ของธนาคาร เราจะถูกเก็บดอกเบี้ยตั้งแต่ 3-18% ซึ่ง กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เราควรเอาเงินไปปิดให้เร็วที่สุด ไม่ให้กระทบเงินต้นที่เรายืมมา เพราะพอเราเคลียร์หนี้ที่เราสร้างไว้จบลง เราก็จะยังเหลือเงินเก็บ เงินสำรอง เงินลงทุน และเงินกินเงินใช้ไว้สำหรับสร้างบ้าน ซื้อรถ หรือทำอะไรก็ได้ตามความฝันที่เราอยากทำ หรือสนับสนุนสิ่งที่คนในครอบครัวอยากทำ โดยที่ไม่ต้องกลับไปเป็นหนี้อีก

ไม่มั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้นใช่ หรือไม่ ควรอยู่หรือไป

      บางคนอาจจะเคยพบประสบปัญหากับการทำงานที่ไม่ใช่ และบางครั้งคุณอาจจำเป็นต้องทนอยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อรอการเติบโตขึ้นไปตามขั้นบันไดของบริษัท แต่บางทีอาจจะมีความคิดขึ้นมาว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่เหมือนกับที่คิดไว้ แต่อีกใจก็ต้องคิดว่า คุณคือผู้โชคดีที่ฝ่าฟันจนผ่านการคัดเลือกเข้าทำงาน มีอาชีพและได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีสร้างผลงานแต่หากคุณกำลังคิดว่า ไม่มั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้นใช่ หรือไม่ ควรอยู่หรือไป คุณก็ต้องลองทบทวนดู

1. ลองปรับตัวให้เข้ากับงานที่ “ต้อง” ทำ

      ในการทำงานนั้น ในบางอาชีพเราก็ต้องพบปะผู้คนใหม่อยู่เสมอ ฉะนั้นการปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานและงานให้ได้ แม้ว่าคุณจะต้องใช้ชีวิตในสังคมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้ยเคย หรือเจอปัญหาที่ต้องแก้ด้วยตนเอง บางที่นั่นอาจจะให้คุณรู้สึกอึดอัดไม่เป็นตัวของตัวของตัวเอง จนทำให้รู้สึกว่า งานแบบนี้ไม่ใช่งานที่คุณต้องการ อีกต่อไปแล้ว หากคุณกำลังเจอปัญหานี้เราแนะนำว่าให้ท่านลองปรับตัวก่อน หากไม่ได้จริงๆ ก็ไปที่วิธีที่ 2 

2. แค่คิดใหม่ว่า “เราทำได้”

      เมื่อคุณเกิดภาวะความไม่คุ้นชิน ทั้งจากสิ่งแวดล้อมใหม่ การเริ่มต้นกับหน้าที่ใหม่ และงานใหม่ที่ดูจะไม่ราบรื่นเหมือนอย่างที่คิด ทำอะไรไปก็ดูจะติดขัด ผิดพลาด จนรู้สึกเบื่อหน่าย และกลายเป็นไม่ชอบ ลองมาเปลี่ยนวิธีคิดและปรับทัศนคติด้วยคำพูดว่าเราทำได้อาจจะช่วยให้งานที่น่าเบื่อกลายเป็นความท้าทายใหม่ ๆ สำหรับทุกวันที่ทำงาน

      คนที่เริ่มต้นกับงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพิ่งเรียนจบหรือเปลี่ยนงานใหม่ ย่อมมีหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ความผิดพลาดจากงาน คือประสบการณ์ที่จะค่อย ๆ สอนให้คุณเก่งขึ้น หากจดจำและแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ๆ ได้อีก อย่าท้อที่จะแก้ปัญหา ให้ท่องไว้ในใจว่า “เราทำได้” จะยิ่งเป็นแรงเสริมทำให้คุณบากบั่นที่จะเรียนรู้และแก้ปัญหาให้งานนั้น ๆ ลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งท้ายที่สุด งานที่มีปัญหามากที่สุด อาจจะเป็นงานที่ “ใช่” ขึ้นมาก็ได้ แต่ถ้ายัง “ไม่ใช่” ลองดูวิธีอื่นกันต่อ

3. สร้างกิจกรรมที่ชอบ ให้เป็นงานที่ “ใช่”
      การเลือกทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการทำงาน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดความเบื่อหน่ายจากการทำงาน เมื่อเราคือหนึ่งในผู้โชคดีที่มีงานทำ แต่ยังรู้สึกไม่แน่ใจว่างานนี้คืองานที่อยากจะทำ หรือทำแล้วมีความสุขใช่หรือไม่ ให้จัดสรรเวลางานและเวลาว่าง เพื่อหากิจกรรมที่ชอบหรือพัฒนาทักษะอื่น ๆ ที่คิดว่าเป็นตัวคุณเอง ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ อาจจะเป็นอีกทางเลือก ที่จะช่วยบาลานซ์ชีวิตให้รู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าวันหนึ่งวันใด งานอดิเรกที่คุณรักอาจจะกลายเป็นอาชีพหลักที่คุณใฝ่ฝันในอนาคตก็เป็นไปได้

4. เรียนรู้จากโอกาส ที่ได้จากการทำงานใหม่

      โอกาสในการทำงานถือเป็นกำไรชีวิต ให้นึกไว้เสมอว่า คุณกำลังก้าวไปข้างหน้าเพิ่มขึ้นทีละก้าวจากงานที่คุณอาจจะมองว่าไม่ใช่ การเรียนรู้จากงานใหม่ ๆ ข้อผิดพลาดใหม่ ๆ คำแนะนำ คำติ คำเตือน จากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ถือเป็นประสบการณ์จริงที่ทำให้คุณก้าวได้เร็วขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบฉวยโอกาส จากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และถ้าคิดว่ามีสิ่งที่ใช่กว่า จงอย่ากลัวที่จะเดินออกมาหาประสบการณ์หรืองานใหม่ ๆ ที่รอให้คุณเลือก

5. เปลี่ยนงานใหม่ ง่ายนิดเดียว
      การเปลี่ยนงาน เป็นวิธีสุดท้ายที่จะแนะนำ เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีตามมา อยู่ที่การตัดสินใจและเหตุผลของแต่ละคน ทุกครั้งที่จะเปลี่ยนงานขอให้คิดให้ถ้วนถี่ เพราะการเปลี่ยนงานคือการเปลี่ยนชีวิตและอนาคต จะดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ อยู่ที่การตัดสินใจอย่างรอบด้านของแต่ละคน