ประโยชน์และสรรพคุณของ หอมใหญ่

หอมใหญ่ (Onion) ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium cepa L. จัดอยู่ในวงศ์พลับพลึง (AMARYLLIDACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย ALLIOIDEAE เป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่ใช้สำหรับในการปรุงอาหารเนื่องจากมีกลิ่นเเละรสชาติที่เป็นเบสให้กับอาหารในหลายๆเมนูโดยเฉพาะเมนูที่ต้องการกลิ่นฉุนเช่น ยำไข่ดาว ยำสามกรอบ ข้าวกั๊นจิ๊น และใช้หมักเนื้อให้เนื้อนุ่มเป็นต้นชาวอิสรามนิยมนำผงหอมใหญ่มาผสมกับเครื่องเทศอื่นๆเพื่อใช้ในการปรุงอาหารเพื่อเสริมมิติรสชาติที่เครื่องเทศอื่นให้ไม่ได้โดยเฉพาะน้ำมันหอมระเหยในหอมหัวใหญ่ที่ให้กลิ่นที่ฉุนแถมยังช่วยรักษาโรคหวัดอีกด้วย

หอมใหญ่มีชื่อจนติดปากในชื่ออื่นๆเช่น หัวหอม หอมหัวใหญ่ หัวหอมใหญ่ หอมฝรั่ง หอมหัว เป็นต้น โดยหอมใหญ่นั้นมีถิ่นกำเนิดและมีขอบเขตการกระจายพันธุ์ในทวีปเอเชียกลางบ้างแหล่งข้อมูลก็บอกว่ามีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียตะวันตกเฉียงใต้และสำหรับแหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศอินเดีย

หอมใหญ่ ถูกจัดเป็นพรรณพืชล้มลุกมีหัวที่ใช้สำหรับสะสมอาหารอยู่ใต้ดินลักษณะกลมป้อมมีเปลือกสีม่วงบางๆห่อหุ้มอยู่เมื่อตากให้แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลภายในมีกลีบสีขาวหุ้มอยู่เป็นชั้นๆทำให้เกิดลักษณะเป็นชั้นๆในส่วนของใบจะออกเป็นกระจุกรวมกัน3-4ใบลักษณะเป็นรูปแบบคล้ายกับดาบเส้นใบจีบคล้ายรูปพัด ดอกของพืชชนิดนี้จะแทงออกมาจากดินแล้วออกดอกเป็นช่อกลีบดอกเป็นสีขาว

ประโยชน์และสรรพคุณของ หอมใหญ่

  • อุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณไม่เหี่ยวย่น
  • ช่วยป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่าง ๆ ได้
  • น้ำมันหอมระเหยในหอมหัวใหญ่ช่วยให้หลับสบายคล้ายเครียด
  • กระตุ้มคาวมอยากอาหารทำให้เจริญอาหาร
  • ช่วยกำจัดสารตะกั่วและโลหะหนักที่ปนเปื้อนมากับอาหาร
  • ช่วยลดและป้องกันความเสี่ยงของโรคหัวใจ
  • มีฤทธิ์ช่วยรักษาโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อต่างๆ
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
  • ช่วยลดอาการเจ็บปวดเนื่องจากแมลงสัตว์กัดต่อย

ข้อควรรู้เกี่ยวกับหอมหัวใหญ่ : การจะนำหอมหัวใหญ่มาใช้รักษาอาการต่างนั้นขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วยเพราะหอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ช่วยขับความร้อนออกจากร่างกาย

ข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของหอมหัวใหญ่ ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 40 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 9.34 กรัม
  • น้ำตาล 4.24 กรัม
  • เส้นใย 1.7 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • โปรตีน 1.1 กรัม
  • น้ำ 89.11 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.046 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 2 0.027 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 3 0.116 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินบี 5 0.123 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 6 0.12 มิลลิกรัม 9%
  • วิตามินบี 9 19 ไมโครกรัม 5%
  • วิตามินซี 7.4 มิลลิกรัม 9%
  • ธาตุแคลเซียม 23 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุเหล็ก 0.21 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.129 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 29 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุโพแทสเซียม 146 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุสังกะสี 0.17 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุฟลูออไรด์ 1.1 ไมโครกรัม

7 ประโยชน์ของการวิ่ง ช่วยป้องกันโรคได้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การวิ่ง นั้นเป็นหนึ่งในเทรนด์การออกกำลังกายที่มาแรงในยุคปัจจุบันแบบสุดๆ ดังจะเห็นได้จากบรรดากิจกรรมการวิ่งที่จัดขึ้นแทบจะทุกสัปดาห์ในเมืองกรุง ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนค่านิยมในการออกกำลังกายประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้การวิ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่นั้น สืบเนื่องมาจากเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้ง (วิ่งออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ) หรือในร่ม (วิ่งบนลู่วิ่งของเครื่องออกกำลังกาย) อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้คนเดียวโดยไม่ต้องอาศัยบุคคลอื่นหรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้วุ่นวาย (เตรียมรองเท้าวิ่งคู่ใจไว้สักคู่ก็เพียงพอ) ซึ่งนอกเหนือจากประโยชน์ทางด้านสุขภาพและรูปร่างที่ได้จากการวิ่งแล้ว วันนี้เราก็ได้นำ 7 ประโยชน์ของการวิ่ง ช่วยป้องกันโรคได้ มาฝากกันด้วย

1.การวิ่งช่วยบรรเทาความเครียด
นอกจากสุขภาพทางกายแล้ว การวิ่งในแต่ละครั้งจะทำให้เราได้ฝึกสมาธิและผ่อนคลายไปกับบรรยากาศรอบๆ ตัวขณะวิ่ง โดยเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขที่มีชื่อว่า “Endorphin” (เอ็นดอร์ฟิน) ออกมา ซึ่งสารตัวนี้เองที่จะช่วยบรรเทาความเครียด ฟื้นฟูจิตใจ และผ่อนคลายความกังวลให้ลดลง

2.การวิ่งช่วยกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น
สำหรับคนที่ระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกายเสื่อมนั้น การวิ่ง คืออีกหนึ่งวิธีที่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตภายในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสองอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบหมุนเวียนโลหิตภายในร่างกายโดยตรงอย่าง “ปอด” และหัวใจที่จะถูกกระตุ้นให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพถ้าหากเรามีการออกกำลังกายที่เป็นประจำ

3.การวิ่งช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุน
ยิ่งอายุมากขึ้นมวลกระดูกของเราก็ยิ่งเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันภาวะกระดูกพรุน การออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นประจำอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้มวลกระดูกโดยรวมของร่างกายแข็งแรงและเสื่อมถอยช้าลง

4.การวิ่งช่วยบรรเทาอาการปวด
นอกจากช่วยบรรเทาความเครียดสะสมแล้ว ฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินยังทำหน้าที่คลายความเจ็บปวดคล้ายกับ “Morphine” (มอร์ฟีน) ได้อีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อสึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเมื่อไหร่ อาจลองลุกขึ้นมาวิ่งขยับแข้งขยับขาเพื่อลดอาการปวดเมื่อเหล่านี้ให้ทุเลาลงได้

5.การวิ่งทำให้ได้พบเจอมิตรภาพใหม่ๆ
การออกไปวิ่งตามสวนสาธารณะหรือตามงานวิ่งต่างๆ ที่จัดขึ้นอยู่เป็นประจำ นอกจากจะได้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพและฝึกวินัยการออกกำลังกายให้กับตนเองแล้ว การวิ่งตามที่ต่างๆ เหล่านี้ยังเปรียบเสมือนประตูบานแรกที่ทำให้เราได้พบเจอกับผู้คนใหม่ๆ ที่มีความชอบในเรื่องที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย

6.การวิ่งช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
ใครที่มักป่วยบ่อยๆ หรือมีอาการภูมิแพ้เรื้อรัง การวิ่งเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ร่างกายของเราสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

7.การวิ่งช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์
จากผลวิจัยทางการแพทย์พบว่าการวิ่งประมาณ 30 นาทีหรือ 5,400 ก้าวขึ้นไปในแต่ละวัน สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการคิด ความจำ ไม่ให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

เราก็ได้รู้ 7 ประโยชน์ของการวิ่ง ช่วยป้องกันโรคได้ กันไปแล้ว ว่ามีอะไรบ้าง หลังจากนี้หลายๆคนคงจะหันมารักษาสุขภาพด้วยการวิ่งกันมากขึ้น แต่จะออกแบบกำลังแบบไหนก็แล้วแต่ ควรรู้ประสิทธิภาพของตัวเองด้วยนะ อย่าฝืนเกินไป

เสื่อโยคะมีประโยชน์อะไรบ้าง

การเล่นโยคะนั้นถ้าพื้นไม่เรียบ พื้นไม่สะอาดก็อาจจะนำมาซึ่งโรค และบาดแผลได้ การใช้เสื่อโยคะ จึงถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดีเลยทีเดียว เพราะในปัจจุบันนี้การเล่นโยคะนั้นก็เป็นอีกหนึ่งการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะได้สุขภาพที่แข็งแรงแล้วการเล่นโยคะนั้นยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สามารถเล่นได้หลากหลายวัย

วันนี้เราจึงมาบอกกันว่า เสื่อโยคะมีประโยชน์อะไรบ้าง เผื่อว่าจะเป็นตัวช่วยตัดสินใจ ว่าอยากจะมีเสื่อโยคะเก็บไว้ที่บ้านสักผืนหรือไม่ 

เสื่อโยคะ ( Yoga )
ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 700 ถึง 900 บาท ซึ่งราคาอาจจะไม่ได้ถูกที่สุดในกลุ่ม เสื่อโยคะ แต่เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่จะได้ นั่นคือการยืนเกาะตัวผู้เล่นและการซับพอร์ตแรงกดแรงกระแทก ป้องกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บหรือปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ก็ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ
เสื่อจะมีรูพูนในตัวเสื่อที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้เหงื่อไม่สามารถซึมเข้าไปในตัวเสื่อ หรือเกิดการหมักหมมของเสื่อได้ จึงไม่ทำให้เสื่อชนิดนี้เกิดกินเหม็นอาบมารบกวนผู้ใช้งาน ในระหว่างที่เล่นโยคะอยู่นั่นเอง หลายท่านอาจจะมองว่ากลิ่นเหม็นอับของตัวเสื่อนั้นเป็นเรื่องที่เล็น้อย แต่หากเจอกับตัวแล้วละก็ มันเป็นสิ่งที่รบกวนสมาธิของผู้เล่นค่อนข้างมากทีเดียวเลย

น้ำหนักเบา
เสื่อที่มีความหนา6 มิล จะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 700 ถึง 900 กรัม เป็นน้ำหนักที่ไม่หนักจนเกินไป สามารถพกติดตัวไปเล่นตามโยคะสตูดิโอ หรือออกกำลังกายนอกสถานที่ได้อย่างคล่องตัว จึงเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของเสื่อ

ทำความสะอาดง่าย
การทำความสะอาดเสื่อเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะในระหว่างที่เล่นโยคะ เสื่อจะมีการสัมผัสกับตัวผู้เรียนอยู่เสมอดังนั้นการทำความสะอาด เสื่อโยคะ อยู่สม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งและไม่ควรละเลย

บิดหมาดแล้วเช็ดให้ทั่วตัวเสื่อ จากนั้นนำไปตากลมให้แห้งก่อนม้วนเก็บเข้าที่ ถ้าหากไม่มีเวลาจริงๆก็ควรนำเสื่อไปพึ่งลมหลังจากเล่นโยคะเสร็จ ไม่ควรม้วนเก็บทันที เพื่อสุขลักษณะที่ดีของเรา

ความยืดหยุ่นสูงป้องกันการได้รับบาดเจ็บ
เสื่อชนิดนี้จะมีความยืดหยุ่นในตัวเองที่ค่อนข้างสูง ทำให้สามารถช่วยซับและกระจายแรงกดได้เป็นอย่างดี เมื่อผู้ใช้งานถ่ายเทน้ำหนักหรือกดน้ำหนักลงมาที่เสื่อ เสื่อก็จะทำหน้าที่คอยซัพพอร์ตและกระจายแรงกดลงสู่พื้นทำให้ผู้เล่นลดโอกาสการได้รับบาดเจ็บตามส่วนต่างๆ อย่างเช่น เข่า ขอศอก หลัง สะโพกหรือหัวเขาได้

เราก็ได้รู้แล้วว่า เสื่อโยคะมีประโยชน์อะไรบ้าง ถ้ากำลังมองหาเสื่อโยคะสักผืนอยู่ ก็ลองเอาข้อดีที่เราได้กล่าวมานี้ไปประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อกันได้เลย 

10 ประโยชน์จากหัวหอม ที่คุณอาจยังไม่รู้

สำหรับ หัวหอม นั้นเป็นผักที่หลายๆ บ้านมักมีติดไว้ในครัวเสมอๆ เพราะหอมหัวใหญ่นั้นใช้ใส่อาหารได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นผัด หรือแกง แม้กระทั่งการนำมาทำเป็นซุป การทานหอมหัวใหญ่เป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ เพราะหอมหัวใหญ่มีสารฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งไขมันไม่ให้เกาะหรืออุดตันผนังหลอดเลือดภายในร่างกายได้ดี นอกจากนี้หอมใหญ่และหอมแดงยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างมากกว่าที่คิด

 

วันนี้เราจึงมี 10 ประโยชน์จากหัวหอม ที่คุณอาจยังไม่รู้ มาฝากกัน เพื่อว่าบางคนที่ไม่ชอบหัวหอม จะลองหันมาลองกินดู เพราะสรรคุณดีๆ ของหัวหอมก็มีมากเลยทีเดียว

1.ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหาร
เวลาทำเมนูปลานึ่ง ปลาเผา คุณแม่มักบุหัวหอมให้แตกแล้วยัดใส่ลงไปในตัวปลาด้วยเพื่อดับกลิ่นคาวปลา หรือเวลาต้มส้มแกงไก่ก็จะใส่หอมแดงหัวเล็กๆ ลงไปด้วย ช่วยลดกลิ่นคาวจากเนื้อไก่ ทำให้แกงมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

2.นอนไม่หลับ
ใครที่มีปัญหานอนไม่หลับ ลองใช้กลิ่นจากหัวหอมแดงมาเป็นอโรมาจะช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นเพียงแค่หั่นหอมแดงเป็นแผ่นบางๆ แล้วห่อด้วยผ้าบางๆ วางไว้ข้างหมอนหรือบนหัวเตียง กลิ่นอ่อนๆ ที่ระเหยออกมาจะช่วยให้ผ่อนคลายและหลับได้ดีขึ้น

3.ช่วยรักษาแผล
คนสมัยก่อนเวลาที่ลูกหลานวิ่งเล่นหกล้ม เกิดแผลฟกช้ำ มักจะนำเอาหอมแดงมาหั่นเป็นแว่นๆ แล้วผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเกลือ จากนั้นนำมาต้มให้เดือดและนำมาพอกบริเวณแผล แนะนำว่าก่อนพอกหัวหอมบนแผล ต้องล้างแผลให้สะอาดก่อน เพื่อป้องกันการอักเสบของแผล

4.แก้สิว
สำหรับคนที่เป็นสิว จุดด่างดำบนใบหน้า ลองตัวช่วยที่หาได้จากในครัวอย่างหอมแดงดูค่ะ แค่หั่นหอมแดงเป็นแผ่นบางๆ ล้างหน้าให้สะอาดแล้วนำหอมแดงมาทาบริเวณใบหน้าที่มีปัญหา ทำเป็นประจำสิว จุดด่างดำจะค่อยๆ ดีขึ้น

5.ช่วยบำรุงสมอง
ในหอมแดงจะมีธาตุฟอตฟอรัสปริมาณสูง ซึ่งถ้าทานบ่อยๆ จะช่วยบำรุงสมองทำให้มีความจำดีค่ะ

6.ช่วยให้เจริญอาหาร
ใครทานข้าวไม่ค่อยได้ ทานอะไรก็ไม่อร่อย รู้สึกเบื่ออาหาร แนะนำให้หนึ่งเมนูบนโต๊ะอาหารควรมีเมนูที่ปรุงจากหัวหอมค่ะ จะใช้หอมแดง หรือหัวหอมใหญก็ได้ เช่น ไข่เจียวใส่หอมใหญ่ ยำวุ้นเส้นใส่หอมแดงมากหน่อย หรือซุปหัวหอม ฯลฯ อาหารที่ปรุงจากหัวหอมจะให้ในเรื่องกลิ่นที่ทำให้ร่างกายมีความอยากอาหารมากขึ้น และรสชาติของหัวหอมจะช่วยทำให้ทานข้าวได้อร่อยขึ้นด้วย

7.ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
การทานหอมหัวใหญ่บ่อยๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง เพราะในหอมหัวใหญ่จะมีเคอร์ซิติน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์และต้านการอักเสบ รวมถึงป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีกด้วย

8.ลดอาการคัดจมูกจากหวัด
เวลาเป็นหวัดมักหายใจไม่ค่อยสะดวก เพราะมีน้ำมูกมากทำให้อัดอัดหายใจไม่โล่งจมูก วิธีแก้แบบรุ่นคุณย่า คุณยาย คือ ให้นำหัวหอมแดงมาบุพอแตกแล้งห่อด้วยผ้าเช็ดหน้า พกใส่กระเป๋าเสื้อ หรือวางไว้ข้างๆ ที่นั่งทำงาน ฯลฯ กลิ่นของหอมแดงที่ระเหยขึ้นมาจะช่วยให้หายใจได้คล่องและโล่งจมูกมากขึ้น

9.ช่วยไล่แมลงสาบ
บ้านไหนที่มีปัญหาเรื่องแมลงสาบ แนะนำให้หั่นหัวหอม(หอมแดงหรือหอมหัวใหญ่) เป็นแผ่นๆ แล้วนำไปวางไว้บริเวณที่มักมีแมลงสาบเข้ามา ในหัวหอมจะมีสารกำมะถัน ซึ่งทำให้มีกลิ่นฉุนที่สามารถช่วยไล่แมลงสาบได้ดี

10.ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
หอมแดงมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การทานหอมแดงเป็นประจำ จะสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยให้เลือดในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก

 

สำหรับ 10 ประโยชน์จากหัวหอม ที่คุณอาจยังไม่รู้ ที่เรานำมานั้น ก็เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น สำหรับหัวหอมนั้นอาจจะยังมีประโยชน์อีกมากมายเลยทีเดียวล่ะ

9 คุณประโยชน์จากทับทิม

สำหรับ ทับทิม นั้นผลไม้สีแดงสดที่เรารู้จักกันดี แม้จะมีถิ่นกำเนิดมาจากดินแดนที่หนาวเย็น แต่ทุกวันนี้ทับทิมก็หากินได้ไม่ยากในบ้านเรา แต่ทับทิมที่มาจากพื้นที่หนาวเย็นจะมีสีแดงสดใสที่ดูน่ากินกว่า นอกจากสีสันอันสวยงามและรูปลักษณ์แปลกตา ทับทิมยังเป็นผลไม้มากประโยชน์ อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายชนิด แถมยังแคลอรี่ต่ำอีกต่างหาก มากินทับทิมแล้วรับประโยชน์หลากหลายพวกนี้กัน

วันนี้เราจึงนำ 9 คุณประโยชน์จากทับทิม มาบอกทุกคนกัน เผื่อว่าทับทิมนั้นอาจจะกลายเป็นผลไม้โปรดของใครหลายๆคนมากขึ้น

 

ประโยชน์ของทับทิม

1. ทับทิมอาจช่วยทำให้ความจำดีขึ้น
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พบว่า ทับทิมสามารถทำให้ความจำดีขึ้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดและได้รับสารสกัดทับทิม 2 กรัม ช่วยป้องกันการสูญเสียความจำหลังจากผ่าตัดได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในหนูทดลองที่พบว่า ทับทิมอาจช่วยต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์

2. ทัมทิมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
การอักเสบเรื้อรังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรง ได้แก่ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคอัลไซเมอร์ และโรคอ้วน คุณสมบัติต้านอาการอักเสบของทับทิม มาจากสารต้านอนุมูลอิสระในทับทิมที่มีชื่อว่า พูนิคาลาจิน (punicalagins) ซึ่งจากการศึกษาในหลอดทดลองแสดงให้เห็นว่า สารพูนิคาลาจินสามารถลดการอักเสบในทางเดินอาหารได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยที่ใช้เวลา 12 สัปดาห์ โดยให้กลุ่มผู้ทดลองที่เป็นโรคเบาหวานดื่มน้ำทับทิมปริมาณ 1.1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ต่อวัน ผลการวิจัยพบว่าการดื่มน้ำทับทิมช่วยลดการอักเสบทำให้โปรตีน CPR และสารอินเตอร์คิวลิน-6 (interleukin-6) ลดลง 32% และ 30% ตามลำดับ ซึ่งโปรตีน CPR หรือ C-reactive protein เป็นโปรตีนที่ตอบสนองต่อการอักเสบ เช่นเดียวกันกับสารอินเตอร์คิวลิน-6 (interleukin-6) ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ

3. ทับทิมมีส่วนช่วยในการต่อสู้กับมะเร็งต่อมลูกหมาก
มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นชนิดของมะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชาย และมีการศึกษาวิจัยในห้องทดลองที่พบว่า สารสกัดทับทิมอาจชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และอาจทำให้เกิดภาวะอะพอพโทซิส (apoptosis) หรือภาวะการตายของเซลล์มะเร็ง เพิ่มเติมไปกว่านั้นยังมีหลักฐานเบื้องต้นจากการวิจัยที่บ่งชี้ว่า น้ำทับทิมอาจมีประโยชน์ต่อผู้ชายที่เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต

4. ทับทิมอาจช่วยต้านมะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งในชนิดของมะเร็ง ที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิง โดยสารสกัดทับทิมอาจช่วยป้องกันการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านม หรืออาจทำให้เซลล์มะเร็งตายได้ แต่อย่างไรก็ตามมีหลักฐานงานวิจัยอย่างจำกัด ดังนั้น การศึกษาเรื่องประโยชน์ของทับทิมต่อมะเร็งเต้านมจึงจำเป็นต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

5. ทับทิมอาจช่วยลดความดันเลือด
ภาวะความดันเลือดสูง (High blood pressure) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ มีงานวิจัยหนึ่งที่พบว่า ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากกินน้ำทับทิม 5 ออนซ์ (150 มิลลิลิตร) ทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถช่วยลดความดันโลหิตค่าบน (Systolic) หรือแรงดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว

6. น้ำทับทิมช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ
โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่พบมากที่สุดในโลก และโรคหัวใจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย มีการศึกษาวิจัยที่ใช้ระยะเวลา 4 สัปดาห์ และมีกลุ่มตัวอย่าง 51 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ผลการวิจัยพบว่า การกินน้ำมันเมล็ดทับทิม 800 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถลดไตรกลีเซอร์ไรด์อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยทำให้อัตราส่วนส่วนของไตรกลีเซอร์ไรด์และไขมันเอชดีแอลดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ทำการศึกษา ผลจากการกินน้ำทับทิมในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และคอเลสเตอรอลสูง ผลการวิจัยพบว่าช่วยลดไขมันแอลดีแอล หรือไขมันเลว อย่างมีนัยสำคัญ

7. น้ำทับทิมอาจช่วยรักษาภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
งานวิจัยพบว่า น้ำทับทิมช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและการแข็งตัวของอวัยวะเพศของกระต่าย นอกจากนี้มีงานวิจัยที่พบว่า ทับทิมมีประโยชน์ต่อผู้ชาย 53 คนที่มีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แต่งานวิจัยชิ้นนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

8. ทับทิมสามารถช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
สารประกอบของพืชในทับทิมสามารถช่วยต่อสู้กับจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย ตัวอย่างเช่น มีการศึกษาวิจัยที่แสดงว่า สามารถต่อสู้กับแบคทีเรียบางประเภทและยีสต์ที่มีชื่อว่า Candida albicans และผลการต้านแบคทีเรียและเชื้อรา อาจช่วยป้องกันการติดเชื้อและการอักเสบในปากของคุณ เช่น โรคฟันผุ โรคปริทันต์ และโรคปากอักเสบเหตุฟันเทียม (Denture stomatitis) เพิ่มเติมไปกว่านั้น ทับทิมมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อโรคเหงือกและการติดเชื้อ

9. ทับทิมอาจช่วยทำให้ประสิทธิภาพการออกกำลังกายดีขึ้น
งานวิจัยที่ทำการศึกษาโดยให้นักกีฬา 19 คนวิ่งบนลู่วิ่ง และกินสารสกัดทับทิม 30 นาทีก่อนออกกำลังกาย ผลการวิจัยพบว่า การกินสารสกัดทับทิมก่อนออกกำลังกาย 30 นาที ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทับทิมอุดมไปด้วยไนเตรด ซึ่งช่วยในการทำให้ประสิทธิภาพการออกกำลังกายดีขึ้น และยังช่วยชะลอการเกิดความเหนื่อยล้า